** บทความและโครงงานนี้เป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเอง ซึ่งผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไปครับ
หาก มีข้อเสนอแนะ หรือพบข้อความใดๆ ผิก กรุณาแจ้งมายังผู้เขียนด้วยครับ จะได้ทำการแก้ไขข้อมุลให้
ถูกต้อง ครับ
กลับหน้าหลัก บทความ
 

การใช้ชุดจ่ายไฟอย่างปลอดภัย

ในการทดลองทางอิเล็กทรอนิกส์นั้ส จะใช้ถ่ายไฟฉายเพียงไม่กี่ก้อนเท่านั้นซึงมันก็ปลอดภัยดีแล้ว ซึ่งมันก็คงไม่ไปดูดใครเป็นแน่ ครับมันอาจจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่หากเราไม่ระมัดระวังแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมากกว่าที่เราคาดคิดไว้ก็เป็นได้ และบทความนี้ก็เขียนจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงในการสอนการประกอบหุ่นยนต์ โดยเฉพาะมักจะเกิดกับเด็กเล็กที่ไม่ค่อยระมัดระวังเท่าใดนัก

การลัดวงจรของแหล่งจ่ายไฟ
สิ่งที่อยากจะกล่าวถึงคือ การลัดวงจรของแห่งจ่ายไฟนั้นเอง เรามาดูกันนะครับว่าแหล่งจ่าย จะลัดวงจรได้อย่างไร สิ่งที่เราไม่ระวังในเรื่องของการประกอบหุ่นยนต์ คือ เรามักจะใส่ถ่านกับกระบะถ่านทิ้งไว้ก่อน ซึ่งตรงนี้เองเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการลัดวงจรของแหล่งจ่ายได้ อย่างลืมนะครับที่กระบะถ่านนั้นจะมีสายไฟที่คอยต่อกับวงจรมาให้แล้ว โดยที่ปลายของสายไฟนั้นเขาจะปลอกเปลือกออกแล้ว โดยจะเห็นเป็นเส้นทองแดงเท่านั้น


รูปกระบะถ่านทั่วไป


ตรงเส้นทางแดงนี่หละครับถ้าหากมันแตะกันหรือโดนกันเมื่อไร เป็นเรื่องครับ แต่ส่วนมากเท่าที่เคยสังเกตเห็นสายทองแดงมันจะโดนกันโดยที่เราไม่ทันระวังตัว แต่กว่าจะรู้ควันก็ออกมาแล้ว


รูปกระบะถ่าน สายทองแดงโดนกัน


แบตเตอรี่ที่เราใช้ในการทดลอง

แบตเตอรี่ที่เราใช้ในการทดลอง หรือใช้เป็นแหล่งจ่ายไฟนั้นที่นิยมกันจะมีดัวยกัน 3 แบบคือ
1. แบตเตอรี่ธรรมดาขนาด AA ทั่วไป แบตเตอรี่แบบนี้ ราคาถูกหาซื้อได้ทั่วไป แต่มีอายุการใช้งานน้อย ถ้าใช้แล้วกระแสหมดก็ต้องทิ้งกันเลย


แบตเตอรี่ ทั่วไปขนาด AA


2. แบตเตอรี่แบบ Alkaline แบตเตอรี่แบบนี้จะมีกระแสมาก ใช้งานได้ยาวนานกว่าแบบธรรมดา ราคาสูงกว่าแบบทั่วไป แต่ถ้าใช้งานจนกระแสหมดแล้วก็ต้องทิ้งเหมือนกัน


แบตเตอรี่แบบAlkaline


3. แบตเตอรี่แบบชาต์ได้ ถ่านแบบนี้จะมีแรงดันต่ำกว่าถ่านแบบธมดา คือ 1.2V แต่ข้อดีคือ สามารถชาต์กระแสเข้ามาใหม่ได้ ซึ่งเป็นที่นิยมใช้งานโดยทั่วไปซึ่งก็มีให้เลือกใช้งานหลายขนาด


แบตเตอรี่แบบชาตจ์ได้


แต่เท่าที่เคยเจอปัญหาในการลัดวงจร ก็คือ แบตเตอรี่แบบAlkaline และ แบตเตอรี่แบบชาตจ์ได้ ก็เพราะว่า แบตเตอรี่ทั้ง 2 ประเภทนี้จะมีกระแสมาก ซึ่งจะส่งผลเสียหายมากขึ้นไปด้วย

ผลเสียหายที่เกิดขึ้น ถ้าหากเกิดการลัดวงจรและปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป กระแสไฟฟ้าจาก แบตเตอรี่จำนวนมากจะทำให้เกิดความร้อนส่งผลให้กระบะถ่านระลายได้ หากถ้าใช้ถ่านจำนวนมากผลเสียหายก็จะมากขึ้นตามไปด้วย


รูปผลที่เกิดขึ้นจากการลัดวงจร


ปัญหาประการหนึ่งที่ทำให้แหล่งจ่ายลัดวงจรคือการการต่อลัดวงจรเอง ซึ่งมักจะเกิดจากการต่อวงจรลงบนแผ่นโพโต้บอร์ดและต่อผิดพลาดไปต่อ ขั้วบวก กับขั้วลบเข้าด้วยกัน ทำให้วงจรไม่ทำงาน และเกิดการลัดวงจรเกิดขึ้นได้


ตัวอย่างการต่อวงจรลัดที่โพโต้บอร์ด


ปัญหาอีกประการหนึ่งที่คิดไม่ถึงคือหากมีถ่านอยู่ในกระบะถ่านแล้วหากเก็บไว้ในที่มีโหละ หรือตัวนำไฟฟ้าอยู่เช่น กรรไกร คีม ต่างๆ ถ้าสายไฟของกระบะถ่านไปโดนเหล็กของอุปกรณ์เหล่านั้นก็อาจส่งผลให้เกิดการลัดวงจรได้เหมือนกัน


ตัวอย่างการลัดวงจรในกล่องเครื่องมือ


การป้องกัน การป้องกันปัญหาการลัดวงจรของแหล่งจ่ายไฟสามารถทำได้ง่ายๆคือ
1. ไม่ใส่ถ่านทิ้งไว้ในกระบะถ่านจะใส่เมื่อมีการทดลองวงจรเท่านั้น
2. เมื่อมีถ่านอยู่ในกระบะถ่านต้องระมัดระวังไม่ใช้สายไฟขั้วบวก และขั้วลบโดนกัน
3. อาจจะบัดกรีกับคอมเน็กเตอร์ นอกจากจะไม่ให้สายไฟทั้ง 2 เส้นโดนกันแล้ว ยังช่วยให้การต่อแหล่งจ่ายไฟกับบอร์ดทอลองทำได้โดยง่าย


การต่อคอนเน็กเตอร์กับกระบะถ่าน


4. อาจจะทำเป็นสวิตช์เปิด ปิด การใช้งานของแหล่งจ่ายไฟ
จะเห็นว่าเรื่องของแหล่งจ่ายไฟของการทอลองนั้นถ้าไม่ระมัดระวังแล้วผลเสียหายที่เกิดขึ้นอาจจะมากมายก็เป็นได้


เขียนเมื่อ 5 พ.ค. 2556